RT-PCR: คือเครื่องที่ใช้ในการตรวจโควิด ซึ่งมีการจัดการ สร้างผลบวกเท็จโดยเจาะจง

ดาวน์โหลดคลิปนี้ คลิก

PCR เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจยาก มันเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและมีช่องว่างในการหลอกลวงได้ง่ายมาก
เมื่อผู้คนเข้ารับการตรวจโควิด ตัวอย่างที่ถูกนำมาจากลำคอและจมูก จะถูกนำไปผ่านเครื่องทดสอบที่เรียกว่า RT- PCR หรือสั้นๆ PCR ในห้องปฏิบัติการ

Dr. Kary Mullis, ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เป็นผู้คิดค้นและผู้ประดิษฐ์เครื่อง PCR กล่าวว่า “PCR เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่มันไม่สามารถตรวจโรคติดต่อได้และไม่สามารถบอกคุณได้ว่า ใครป่วยหรือไม่” ท่านเป็นผู้ประดิษฐ์ RT-PCR และท่านพูดว่า “อย่าใช้” แต่จนถึงวันนี้การทดสอบโควิดทั้งหมดกำลังได้รับการทดสอบโดยการใช้ PCR ดูบทสัมภาษณ์ที่หายากคลิปนี้เป็นหลักฐาน
ดร. Kary Mullis เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในเดือนสิงหาคม 2019 ที่ผ่านมา

นักกฎหมายหลายคนกำลังฟ้องร้องรัฐบาลและ WHO รวมถึงแพทย์ของรัฐที่รู้ว่า PCR กำลังให้ผลการตรวจที่ไม่ถูกต้อง นี่คือสุนทรพจน์ โดยผู้ที่มีชื่อเสียง ดร. Renier Fuellmich ซึ่งมีผู้ชมหลายล้านวิวก่อนที่จะถูกลบออกจาก Youtube

ตลอดเวลาที่เราทำการวิจัย แพทย์และนักวิทยาศาสตร์นับไม่ถ้วนพูดว่าค่า CT ที่ใช้ในการทดสอบ PCR ต้องต่ำ หากมีค่าที่สูงการทดสอบจะให้ผลบวกเท็จ (False Positive) เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้คนจะคิดว่าพวกเขาเป็นโควิด (ที่เขาเรียกกันว่า ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ ที่จริงแล้ว PCR แสดงผลเท็จ)​ และจากนั้นพวกเขาก็ถูกกักตัว ไม่ใช่แค่นั้น ข่าวก็จะออกอากาศว่ามีเคสผู้ติดเชื้อใหม่ เมื่อข่าวออกทุกวันๆ ผู้คนจะเริ่มกลัว จึงจะมีคนไปตรวจโควิดมากขึ้น และเนื่องจากค่า CT ถูกตั้งไว้สูงจึงทำให้เกิดผลบวกหลอกลวงมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า สื่อจะแจ้งจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้น ดังนั้นผู้คนจำนวนมากก็จะกลัวและไปตรวจมากขึ้นอีก ผลบวกที่ผิดก็จะมากขึ้นอีก ไม่พอ พวกเขาจะไล่ตรวจหาผู้คนโดยใช้คำว่า ตรวจเชิงรุกและสร้าง คลัสเตอร์ใหม่ๆ ขึ้นมา

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งต่อไปที่จะตามมาคือ… ล็อกดาวน์

เมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ รัฐบาลก็จะมีอำนาจเหนือสิทธิของพวกเรา ในการปิดประเทศและทำลายกิจการของพวกเรา (ซึ่งเป็นวาระหลักนอกจากการฉีดวัคซีน) และพวกเราทุกคนตกงาน ธุรกิจ อิสรภาพ และ สุขภาพจิต พังทลาย ทุกสิ่งที่คุณสร้างมากับมือ เสียหายหมด และทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะค่า CT
เพียงแค่การตั้งค่า CT ในการทดสอบ PCR สามารถล็อคและปิดทั้งโลกได้ เรามาทำความเข้าใจค่า CT กันในคลิปนี้

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด
ต้องตั้งค่า CT ให้ถูกต้องพลาดไม่ได้!
(แม้จริงๆแล้ว ไม่ควรใช้ PCR ตรวจโรคติดต่อด้วยซ้ำ)

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงเริ่ม รีเสิร์ช ด้วยคำถามสองข้อในใจ:

  1. ค่า CT ที่ถูกต้องที่ควรใช้คือเท่าไหร่?
  2. ค่า CT ที่โรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการใช้จริงคือเท่าไหร่?

หากคุณได้ดูบทสัมภาษณ์ของ ดร. สุจริต ภักดี คุณจะรู้ว่าค่า CT ที่ถูกต้องควรอยู่ที่ประมาณ 22-27 ถ้ามากกว่านั้น จะทำให้เกิด “ผลบวกลวง” นอกจาก อาจารย์ท่านนี้แล้ว นักวิทยาศาสต์ท่านอื่นๆ ที่เราไปหาข้อมูลมาบางท่านพูดว่า เขาตัดที่ 25 แต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญนี้ มักถูกกล่าวหาต่างๆ โดยรัฐ และ แพทย์ของรัฐ สองฝ่ายนี้คงไม่สามารถตกลงกันที่ตัวเลขเดียวได้

เพราะฉะนั้น เราไปชมวิดีโอสัมภาษณ์ของ Dr. Fauci (ดร. คนนี้เป็นผู้ร้ายนะไม่ใช่ผู้ดี)​ ว่าเขาว่าอย่างไรบ้าง
ตามที่ ดร. Anthony Fauci (หัวหน้า CDC ที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลสหรัฐฯเกี่ยวกับ Covid) กล่าวว่า ค่า CT สูงสุดควรตั้งที่ 34 รอบ นั้นคือค่า CT ที่สูงสุด แม้แต่ 35 หรืออะไรก็ตามที่มากกว่านั้น จะไม่มีประโยชน์และมีสิทธ์ให้ผลบวกเท็จ (ดูวิดีโอเป็นหลักฐาน)
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ (ท่านที่ถูกเซ็นเซอร์) พูดว่า 25-27 แต่ ดร. Fauci กล่าว 34! นั่นคือความแตกต่างที่สูงมากๆ หากคุณเข้าใจว่าค่า CT คืออะไร

ต่อไปคำถามที่ 2 เราอยากรู้ว่าโรงพยาบาลในประเทศไทยเขาใช้ค่า CT ที่เท่าไหร่ ดังนั้นเราจึงส่งอีเมลไปยังโรงพยาบาล 26 แห่งในประเทศไทย และถามตามนี้

สิ่งที่เราพบเป็นสิ่งที่หน้าตกใจมาก และ ไม่แปลกเลยที่สงกรานต์ปีนี้ คนไทยหลายล้านคน ที่แอบหวังจะมีรายได้มาเลี้ยงครอบครัวบ้าง ถูก PCR ที่ตั้งค่า CT สูงเกินกว่ากำหนด มาทำลาย

โรงพยาบาล 5 แห่งตอบกลับอีเมลของเรา และค่า CT ที่พวกเขาใช้คือ:

1. โรงพยาบาล ที่ 1 ใช้ค่า CT = 30

2. โรงพยาบาล ที่ 2 ใช้ค่า CT = 40!!

3. โรงพยาบาล ที่ 3 ใช้ค่า CT = 40

4. โรงพยาบาล ที่ 4 ใช้ค่า CT = 36

5. โรงพยาบาล ที่ 5 ใช้ค่า CT = 45!!!!

คุณรู้ไหมครับว่า การตั้งค่าที่ 45 นั้น ผลจะออกมาเป็นบวกเกือบ 100% ไม่ว่าคุณจะเป็นโควิดหรือไม่ก็ตาม

นี้ไม่ใช้การผิดพลาด นี้ตือหัวใจของการหลอกลวง การทุจริตไม่ได้อยู่ในการเมืองเป็นหลัก การทุจริตครั้งนี้ คือการทุจริตทางการแพทย์​ เพราะกลุ่มนักวิทยาศาสต์ออกมาแจ้ง เตือน บอก กล่าว ครั้งแล้ว ครั้งอีก แต่ไม่มีใครสนใจ

เป็นเพราะ ค่า CT ที่สูง
ก่อให้ผลเป็นบวกเทร็จ

เมื่อคุณเห็นตัวเลขเหล่านี้ คำถามคือ มีผลบวกเท็รจมากน้อยเท่าไหร่?​

CDC ออกมายอมรับว่า PCR ไม่สามารถแยกแยะระหว่าง โควิด และ ไข้หวัดใหญ่ได้

ที่มา : https://www.cdc.gov/csels/dls/locs/2021/07-21-2021-lab-alert-Changes_CDC_RT-PCR_SARS-CoV-2_Testing_1.html
แปล - CDC ส่งเสริมให้ห้องปฏิบัติการพิจารณาการนำวิธีการแบบมัลติเพล็กซ์มาใช้ ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในการตรวจจับและแยกความแตกต่างของ SARS-CoV-2 และไวรัสไข้หวัดใหญ่

การยอมรับนี้หมายความว่าอย่างไร?​ ความหมายชัดเจนความว่า หากมีใครป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วเข้ารับการรักษา หรือ แม้แต่เสียชีวิต ในกระบวนการตรวจวินิฉัยโรคโดย PCR จะแสดงผลเท็จว่า ผู้ป่วยท่านนั้นเป็นโควิด แล้วตัวเลขโควิดก็จะเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ผู้ป่วย ป่วยด้วยไข้วัดใหญ่

ในสัหรัฐฯ​ จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ลดลงมาเหลือ 700 ราย จากปีก่อนที่ 22,000 ราย และ 34,000 ในปีก่อนหน้า โรคไข้หวัดใหญ่หายไปไหน?​

รูปภาพด้านบนและล่าง แสดงให้เห็นถึงการสูญหายของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ปกติฆ่าชีวิตผู้คนประมาญ 600,000 คนทั่วโลกต่อปี แต่อยู่ดีๆ หายไปเฉย ในขนาดที่ผู้เสียชีวิตโดวิดเพิ่มขึ้น กลายเป็นว่าตั้งแต่ปลายปี 2019 ผู้คนที่ไอ เจ็บคอเป็นหวัดไม่เป็นไข้หวัดแล้ว เป็นโควิดแทน

เรื่องนี้คือเรื่องจริงครับ มีการโยกย้ายตัวเลขเหล่านี้ไปเป็นโควิดเพื่อทำให้โควิดมีตัวเลขที่สูงขึ้นและดูน่ากลัว โดยการเอา PCR ที่แสดงผลเท็จไปตรวจผู้คนที่ป่วยจากโรคอื่นแล้วแปลงเป็นโควิด เพื่อมาปิดบ้านเมือง หากผู้ป่วยคนนั้นเกิดเสียชีวิต พวกเขาแจ้งว่าตายเพราะโควิดมาทำให้คนยิ่งกลัว สุดท้ายฉีดวัคซีนที่ยิ่งทำให้คนตายมากขึ้น

อัตราการเสียชีวิตของโควิตที่แท้จริง สุดท้ายก็มาอยู่ที่ 0.1% ซึ่งเท่ากับอัตราการเสียชีวิตของไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่เท่านั้น หากคุณดูสาเหตุร่วมการเสียชีวิตจากโควิด ตามที่ CDC ของประเทศสหรัฐฯ ได้เปิดเผยมา คุณจะเห็นว่า มีไข้หวัดใหญ่แอบอยู่ในนั้นเต็มไปหมดซึ่งถูกบันทึกเป็นสาเหตุรองของการเสียชีวิต โรคอื่นๆ ก็เช่นกันถูกนำมาเป็นสาเหตรอง แล้วเอาโควิดไปเป็นสาเหตุหลัก – คุณสามารถศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่ การสอบสวนสถิติโควิด

ลองเปิดลิ้งค์ของ CDC ดูครับ CDC เองยอมรับว่าผู้เสียชีวิตจากโควิดมีเพียง 6% เท่านั้นที่เหลือมีอย่างอื่นปนอยู่ คุณจะเห็นคำว่า Influenza (ไข้หวัดใหญ่) เยอะมากที่มาปรากฏเป็นสาเหตรองในใบมรณะของโควิด (สาเหตหลัก) แต่ไข้หวัดใหญ่หายไปจากสถิติการเสียชีวิตรายปี

https://www.cdc.gov/nchs/data/health_policy/covid19-comorbidity-expanded-12092020-508.pdf

ตารางแสดงสาเหุรอง การเสียชีวิตของผู้คนที่เสียชีวิตจาก ‘โควิด’

ที่มา:

หมายเหตุ: บทความนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เหลือการตรวจแก้ไข และ ลงรายละเอียดที่มาของข้อมูลแต่ละส่วน

หากคุณสนใจเรียนเชิญเข้ากลุ่ม “คนไทยรู้ทันวัคซีน” ครับ Telegram Group

0 0 votes
รีวิว Rookon (รู้ก่อน)
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments