ทุกวันนี้ คนไทยกำลังรีบไปฉีดยาที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ฉีดแล้วหากติด จากหนักจะเป็นเบา ในบทความนี้ผมได้รวบรวมสถิติจากหลายๆ ประเทศที่ฉีดยานี้ให้กับประชาชน เรามาสรุปพร้อมๆ กันครับว่า ฉีดแล้วจากหนักเป็นเบา หรือ เบาเป็นหนักกันแน่?​

ด้วยเป้าหมายการฉีดวัคซีน 300 ล้านคนภายในเดือนสิงหาคม 2564 เมื่อถึงจุดกึ่งกลางในการฉีด จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศอินเดียพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ

ใครสามารถอนุมานได้หรือไม่ว่าอาจมีความสัมพันธ์กันระหว่างวัคซีนและการกลายพันธุ์?

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วัคซีนเป็นการสร้างไวรัสตัวสายพันธุ์ใหม่ โครงการวัคซีนมีส่วนรับผิดชอบต่อการระบาดของโรคโปลิโอใหม่ในแอฟริกา ในปากีสถานและอัฟกานิสถานอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ที่สนับสนุนวัคซีนอาจโต้แย้งว่ากระแสของอินเดียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเราหันไปดูประเทศอื่น ๆ เพื่อหาความสัมพันธุ์นี้กันครับ

เราลองไปดูประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก โคโรน่าไวรัสมากที่สุดในโลก – สหรัฐอเมริกา

รายงานจนถึงขณะนี้ยังชี้ให้เห็นว่ารัฐที่ต่อต้านการฉีดวัคซีน และ/หรือการบังคับใส่แมส สถาณการดูดีกว่ารัฐที่ใส่แมสและฉีดวัคซีน และหนึ่งในตัวอย่างของรัฐที่ต่อต้านคือ เท็กซัส

ภายในไม่กี่อาทิตย์หลังรัฐเท็กซัสยกเลิกคำสั่งสวมหน้ากาก – มีคนเข้าบาร์ ร้านอาหาร และคอนเสิร์ตแน่นขนัด แต่จำนวนผู้ป่วย covid-19 และการรักษาในโรงพยาบาลลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020

การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้โดยมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟอาจทำให้กระจ่างขึ้นเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นเคสอย่างแปลกประหลาดของอินเดีย ดูเหมือนว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech มีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ‘แอฟริกาใต้’ มากกว่าคนที่ไม่ได้รับวัคซีน ถึง 8 เท่า – ตามที่ Reuters ได้ทำข่าว

ไม่เพียงเท่านั้น การรายงานผลจาก PUBLIC HEALTH England (หน่วยงานรัฐบาลของประเทศอังกฤษ ด้านสุขภาพ) แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า 62% ของการเสียชีวิตครั้งใหม่ เกิดในผู้คนที่ฉีดยา (วัคซีน) –

ที่มา: https://assets.publishing.service.gov.uk/government/uploads/system/uploads/attachment_data/file/1001354/Variants_of_Concern_VOC_Technical_Briefing_17.pdf

ดร. ฮาร์วีย์ ริช

ดร.ฮาร์วีย์ ริช

ดร. ฮาร์วีย์ ริช ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัยเยล ประมาณการว่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ จะเกิดขึ้นระหว่างผู้ที่ได้รับวัคซีน นอกจากนี้ท่านยังได้ชี้ให้เห็นถึงบทวิจารณ์ของท่าน ในการตีพิมพ์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมใน American Journal of Epidemiology ที่อ้างอิงผลการศึกษา 5 ชิ้นเพื่อสนับสนุน ไฮดรอกซีคลอโรควิน (HCQ) ในการรักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในช่วงเริ่มต้นของการติดเชื้อโควิด 19

ดร.ไมเคิล ยีดัน

ดร.ไมเคิล ยีดัน

ดร.ไมเคิล ยีดัน อดีตรองประธานและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ ไฟเซอร์ กังวลผลลัพธ์ที่น่าตกใจ ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ของ “การลดจำนวนประชากรจำนวนมาก วัคซีนกำลังปรากฏให้เห็นว่าเลวร้ายยิ่งกว่าตัวโรคเสียอีก”

ดร. ลุก มอนเตเนียร์

“ร่างกายมนุษย์เป็นระบบที่ซับซ้อนซึ่งอาจตอบสนองต่อการรบกวนที่ระดับสารตั้งต้น (พันธุกรรม) อย่างคาดเดาไม่ได้ บริษัทเหล่านี้ไม่ฉลาด วัคซีนคือสิ่งที่กำลังทำให้เชื้อกลายพันธ์ และหากคุณดูกราฟของทุกประเทศที่ได้รับวัคซีน คุณจะเห็นว่า จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจะตามมาหลังมีการฉีดวัคซีน” – ดร. ลุก มอนเตเนียร์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล

นายแพทย์ ปีเตอร์ แม็คคัลลูห์ พูดถึงวัคซีนโควิดกำลังฆ่าคน

ขอบคุณผู้ทำซับไทยคลิปนายแพทย์ ปีเตอร์ แม็คคัลลูห์ – @TrueNews2021

Dr. Robert W. Malone

Dr. Robert W. Malone นักวิทยาศาสต์ท่านนี้ ตลอดการระบาดที่ผ่านมาท่านไม่ค่อยออกสื่อแต่สุดท้ายแล้วท่านก็อดไม่ได้และเริ่มออกมาให้ความรู้แก่ผู้คน Dr. Robert W. Malone คือผู้ที่คิดค้น เทคโนโลยี mRNA เมื่อท่านเริ่มออกมาเตือนผู้คนเรื่อง mRNA วัคซีน Google ได้แสดงในผลค้นหาว่าท่านไม่ใช่ผู้คิดค้น mRNA ผมเขียนเรื่องนี้เพื่อแจ้งให้คุณผู้อ่านทราบก่อน หากคุณต้องการทราบความจริง เพียงแค่ Google ง่ายๆ ไม่พอครับ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับนักวิทยาศาสต์แทบทุกคนที่ไม่เห็นด้วยว่า “วัคซีนดีและปลอดภัย”

หนึ่งในทวีทของท่านแสดงถึงความกังวล

ท่านได้ทวีทว่า: “เรื่องนี้ทำให้ผมเป็นห่วงค่อนข้างมาก”

เรามาดูกันครับว่าท่านเป็นห่วงเรื่องอะไร

ยุโรป

ประเทศในยุโรปที่ฉีดวัคซีนแล้ว มีอัตราการติดเชื้อพุ่งขึ้นมากกว่าประเทศที่ฉีดน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ตรงกันกับสิ่งที่ดร. ลุก มอนเตเนียร์ กล่าวไว้
เส้นกราฟด้านล่าง 3 เส้นของประเทศ มาลต้า สหราชอาณาจักร และ เนเธอร์แลนด์ พุ่งขึ้น เมื่อไปเทียบกับข้อมูลจำนวนประชากระที่ได้รับยาฉีดนี้ คุณจะเห็นว่า 3 ประเทศนี้ฉีดมาที่สุดในยุโรป (รูปถัดไป)

ประเทศที่ได้รับวัคซีนมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน ได้แก่ประเทศ (ภาพล่าง)

  • มาลต้า
  • สหราชอาณาจักร
  • เนเธอร์แลนด์

ประเทศที่ติดเชื้อใหม่มากที่สุด คิดเป็นจำนวน ได้แก่ประเทศ (ภาพบน)

  • สหราชอาณาจักร
  • เนเธอร์แลนด์
  • มาลต้า

แต่หากคุณคำนวนเป็นสัดส่วน (เพราะมาลต้ามีประชากรน้อยกว่า)​ ประเทศเหล่านี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุด

  • มาลต้า
  • สหราชอาณาจักร
  • เนเธอร์แลนด์

ประชากรประเทศมาลต้าฉีดไป 84.9% เมื่อเทียบกับประเทศ แอลเบอร์เนียซึ่งฉีดไป 20.6% ผลที่ออกมาชัดเจนตามกราฟนี้

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด เคส/ล้านคน

ผมไปปรึกษาแพทย์ในเมืองไทย โดยการนำข้อมูลในหน้านี้เพื่อขอคำอธิบายว่า ทำไมถึงกราฟเป็นเช่นนี้ ท่านตอบว่า “เรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่าวัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ และ ยังไม่สามารถป้องกันเชื้อเดลต้าได้ แถมไม่สามารถป้องกันแพร่เชื้อได้”

แต่หากคุณคิดดีๆ คุณจะสังเกตว่า ทำไมประเทศที่ไม่ฉีดไม่ติดเท่าหรือมากกว่าประเทศที่ฉีดไม่ว่าจะเป็นเดลต้าหรืออะไรก็ตาม หมอไม่สามารถบอกคุณได้ครับว่า มีรายงานออกมามากมายที่ชี้ให้เห็นว่า ฉีดแล้วเป็นหนักมากกว่าไม่ฉีด

ประชากรชาวอิสราเอลที่ฉีดวัคซีน
ติดเชื้อและเสียชีวิตมากกว่า
ประชากรที่ไม่ฉีดวัคซีน

จำนวนผู้ติดเชื้อระหว่างวันที่ 4-10 กรกฏาคม 2564

ตารางข้อมูลนี้โดยรัฐบาลอิสราเอล แสดงจำนวนผู้ติดเชื้อระหว่างวันที่ 4-10 กรกฏาคม 2564 ที่ผ่านมา

ดูเป็นตารางบางที่มองภาพออกยากครับ เรามาดูเป็น Bar Chart

รายงานสัปดาห์ทัดมา จำนวนผู้ติดเชื้อระหว่างวันที่ 18-24 กรกฏาคม 2564

ผู้ที่ฉีดแล้วมีโอกาสติดเชื้อ/เสียชีวิตมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ฉีด ที่เรียกว่า ADE หรือ Anti-body Dependent Enhancement ครับ คุณสามารถศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดได้ที่นี้

ประเทศมงโกเลีย – การเสียชีวิต (จำนวนต่อล้านคน)

เรามาดูประเทศอื่นๆ กัน ประเทศมงโกเลียเป็นประเทศที่น่าสงสาร อยู่ดีๆ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอฉีดปั้บ ตัวเลขผู้เสียชีวิตเริ่มตามมาทันที

ประเทศอินเดีย

ภูฏาน

กัมพูชา

ประเทศไทย – จำนวนผู้เสียชีวิต

สังเกตความผิดปกติอะไรไหมครับ เมื่อมีการฉีดยา จำนวนผู้เสียชีวิต/ผู้ติดเชื่อจะพุ่งขึ้นทันที ลองดูภาพล่างครับ คุณจะเห็นว่า เส้นเหลืองซึ่งเป็นเส้นจำนวนการฉีดวัคซีนจะนำเทร็นด์ ในช่วงที่ฉีดน้อย จำนวนผู้ติดเชื้อ (เส้นแดง) และ เสียชีวิต (เส้นดำ) ก็น้อยแต่ตามๆ กัน เมื่อเส้นเหลืองพุ่ง เส้น ดำ-แดง ก็พุ่งตาม

ล็อกดาวน์ในไทยปีที่แล้วกับปีนี้ มีอยู่สองอย่างที่ต่างกัน

  1. บังคับสวมแมส
  2. วัคซีน
  • การสวมแมสไม่สามารถป้องกันการติดหรือแพร่ไวรัสได้ แต่กลับทำให้ร่างกายเป็นพิษ เป็นกรด และ ทำลายภูมิคุ้มกัน –
  • (ภัยเงียบของแมส)
  • การฉีดวัคซีน (เฉพาะในโคโรน่าไวรัส)​ ก่อให้เกิด ADE (Anti-Body Dependent Enhancement และ Immune Enhancement อื่นๆ)

ทั้งสองข้อนี้มีผลการวิจัยเป็นหลักฐานทางวิทาศาสต์มากมายและชัดเจน เพียงแต่คุณพร้อมที่จะให้เวลาในการทำการศึกษาและเข้าใจเรื่องนี้คุณจะเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้ทำร้ายร่างกายพวกเรามากกว่าที่เราคิดครับ โดยเฉพาะแมส


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของไม่กี่ประเทศเท่านั้น คุณสามารถค้นหาข้อมูลของประเทศอื่นๆ ได้ที่ ประเทศที่ฉีดวัคซีนมากน้อยที่เว็บไซต์นี้ และไปดูกร้าฟใน Our World In Data.org คุณจะเห็นเทร็นด์ เดียวกันในเกือบทุกประเทศ

ประเทศที่ไม่ได้ฉีดหรือฉีดน้อยกว่า 5-10% คุณจะไม่เห็นการพุ่งของการติดเชื้อแต่จะเป็นการเพิ่มจำนวนแบบตามลำดับ (อาจมีข้อยกเว้นบ้างเพราะมีหลายปัจจัยครับ)

ประเทศที่ฉีดน้อย

เมื่อพูดถึงประเทศที่ฉีดน้อย เราลองมาดูกราฟครับ ว่าไม่มีการพุ่งของจำนวนเคส/เสียชีวิต จริงหรือไม่?​ เริ่มจากภาพซ้ำที่เราแสดงให้ดูก่อนหน้านี้ คุณจะเห็นได้ว่าประเทศในยุโรปที่ฉีดน้อย จำนวนผู้ติดเชื้อหรือการเสียชีวิตแทบจะไม่เพิ่มเลย

ประเทศต่างๆ ในยุโรป

ประเทศแอฟริกาใต้

จำนวนประชากรที่ฉีดไปเพียง 4.78% เมื่อไปดูกราฟผู้ติดเชื่อ/เสียชีวิต จะสังเกตได้ว่าไม่พุ่ง เส้นวิ่งตามธรรมชาติ (รูปเข็มฉีดยาที่ชี้ลง ชี้เวลาที่เริ่มการฉีด)

ประเทศอาร์เมเนีย

จะสังเกตกราฟจำนวน ผู้ติดเชื่อ/เสียชีวิต ไม่พุ่ง เส้นวิ่งตามธรรมชาติ

ประเทศฟิลิปปินส์

ทำไมรัฐบาลทั่วโลกต้องทำร้ายประชาชน?

ถึงเวลาที่ทุกคนต้องเข้าใจได้แล้วครับว่า นี้ไม่ใช่โรคระบาดใหญ่ พวกเราอยู่ในช่วงการคืบหน้าครั้งใหญ่ของวาระที่เรียกว่า

The Agenda 21
(อาเจนด้า 21)

พวกเรากำลังถูกโจมตีทางจิตวิทยาครับ หลายๆ อย่างที่พวกเราถูกบอกมาเป็นเรื่องจริงคือเท็จ และเท็จคือจริง สลับกัน โดยการใช้ สื่อ แพทย์​และ รัฐบาล ที่ให้ข้อมูลเรา แบบผิดๆ ซ้ำๆ จนเราเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

ผมขอเชิญชวนให้ทุกคนตั้งคำถามเยอะๆ ครับ และทำการศึกษา Agenda 21 โดยเฉพาะหากคุณมีลูกหลาน ชีวิตของพวกเขาจะไม่มีอิสระอย่างคนรุ่นก่อนถ้าหากพวกเราปล่อยให้วาระนี้เกิดได้สำเร็จ โปรดตั้งคำถามเยอะๆ ครับ เช่น

  • ทำไมมีการโกหกเรื่องแมส
  • ทำไม ค่า CT ใน PCR ตั้งไว้สูงจนผลิตจำนวน False Positive ทำลายการงานและอิสรภาพผู้คน
    ทำไมหมอไม่เคยพูดว่าวัคซีนไม่ดีแม้แต่น้อย แต่เราได้ข่าวการเสียชีวิต/บาดเจ็บของผู้คนอยู่เรื่อยๆ
  • ทำไมมีการกำหนดในใบมรณะบัตรเป็นโควิดโดยผ่าน PCR (Re-designate death certificate) ซึ่งก็คือเปลี่ยนโรคที่อื่นมาเป็นโควิดแทน
  • จู่ๆ ไข้หวัดใหญ่ศูนย์หายไปจากโลก แล้วมีโรคใหม่ขึ้นมาพอดีเปะ ซึ่งมีอาการเหมือนกัน​

คุณไม่เอะใจอะไรบ้างหรือครับ?

ในสัหรัฐฯ​ จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ลดลงมาเหลือ 700 ราย จากปีก่อนที่ 22,000 ราย และ 34,000 ในปีก่อนหน้า โรคหายไปไหน?​

รูปภาพด้านบนและล่าง แสดงให้เห็นถึงการสูญหายของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ปกติฆ่าชีวิตผู้คนประมาญ 600,000 คนทั่วโลกต่อปี แต่อยู่ดีๆ หายไปเฉย ในขนาดที่ผู้เสียชีวิตโดวิดเพิ่มขึ้น กลายเป็นว่าตั้งแต่ปลายปี 2019 ผู้คนที่ไอ เจ็บคอเป็นหวัดไม่เป็นไข้หวัดแล้ว เป็นโควิดแทน

เรื่องนี้คือเรื่องจริงครับ มีการโยกย้ายตัวเลขเหล่านี้ไปเป็นโควิดเพื่อทำให้โควิดมีตัวเลขที่สูงขึ้นและดูน่ากลัว โดยการเอา PCR ที่แสดงผลเท็จไปตรวจผู้คนที่ป่วยจากโรคอื่นแล้วแปลงเป็นโควิด เพื่อมาปิดบ้านเมือง หากผู้ป่วยคนนั้นเกิดเสียชีวิต พวกเขาแจ้งว่าตายเพราะโควิดมาทำให้คนยิ่งกลัว สุดท้ายฉีดวัคซีนที่ยิ่งทำให้คนตายมากขึ้น

อัตราการเสียชีวิตของโควิตที่แท้จริง สุดท้ายก็มาอยู่ที่ 0.1% ซึ่งเท่ากับอัตราการเสียชีวิตของไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่เท่านั้น หากคุณไปดูสาเหตุร่วมการเสียชีวิตจากโควิด ตามที่ CDC ของประเทศสหรัฐฯ ได้เปิดเผยมา คุณจะเห็นว่า มีไข้หวัดใหญ่แอบอยู่ในนั้นเต็มไปหมดซึ่งถูกบันทึกเป็นสาเหตุรองของการเสียชีวิต โรคอื่นๆ ก็เช่นกันถูกนำมาเป็นสาเหตรอง แล้วเอาโควิดไปเป็นสาเหตุหลัก – คุณสามารถศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่ การสอบสวนสถิติโควิด

ลองเปิดลิ้งค์ของ CDC ดูครับ CDC เองยอมรับว่าผู้เสียชีวิตจากโควิดมีเพียง 6% เท่านั้นที่เหลือมีอย่างอื่นปนอยู่ คุณจะเห็นคำว่า Influenza (ไข้หวัดใหญ่) เยอะมากที่มาปรากฏเป็นสาเหตรองในใบมรณะของโควิด (สาเหตหลัก) แต่ไข้หวัดใหญ่หายไปจากสถิติการเสียชีวิตรายปี

https://www.cdc.gov/nchs/data/health_policy/covid19-comorbidity-expanded-12092020-508.pdf

ตารางแสดงสาเหุรอง การเสียชีวิตของผู้คนที่เสียชีวิตจาก ‘โควิด’

แพทย์ฉีดจริงไหม?

คลิปลักษณะนี้มีออกมามากมาย ใน Bitchute.com เรานำคลิปเดียวมาฟากท่าน

สรุปแล้วอะไรกำลังเกิดขึ้น?

เราอยู่ในช่วงการดำเนินการ AGENDA 21 โดย WEF, UN, WHO และรัฐบาลทั้วโลกซึ่งมีดังต่อไปนี้:

  • แผนการเล่นเกมของ WEF (World Economic Forum)
  • ควบคุมสื่อและพรรคการเมืองทั้งหมดใน 183 ประเทศของ UN
  • ปล่อยไวรัส (หรืออาจไม่มีอะไรด้วยซ้ำ) ที่ผลิตในแล็บ ซึ่งเป็นไวรัสที่อันตรายกว่าไข้หวัดใหญ่นิดหน่อย
  • ทำให้โลกกลัวด้วยข่าวโควิด 24ชม
  • ให้ทั้งโลกสวมหน้ากาก
  • พัฒนาอัลกอริธึม Al ที่สามารถระบุคนสวมหน้ากากได้
  • เริ่มดำเนิน แผนการ 2030
  • ให้โควิดเป็นโอกาศที่จะปรับโลกใหม่ New World Order
  • ทำลายเศรษฐกิจและงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้กลยุทธ์ปิดบ้านเมืองซ้ำๆ
  • ใช้ค่า CT ที่สูงใน PCR เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อและเป็นข้ออธิบายเรื่องล็อคดาวน์
  • ฉีดวัคซีนแบบ placebo (น้ำเกลือ) ในรอบแรก ( เราอยู่ในจุดนี้ ณ ปัจจุบัน )
  • ใช้ PCR ที่ค่า CT ต่ำ เพื่อลดจำนวนการติดเชื้อ เพื่อพิสูจน์ว่าวัคซีนได้ผล
  • ให้ผู้คนรู้สึกว่า ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ
  • ผลักดันเงินดิจิตอล วัคซีน passport และ คะแนนสังคม
  • ให้เงินเดือนพื้นฐานสำหรับคนตกงาน
  • คุม/ตรวจ/จับตา ประชากรโดยใช้กล่องสาธรณะเชื่อมกับ 5G เพื่อหาใครที่ขัดแย้งต่อกฏ ใช้กฎหมายสั่งลงโทษ
  • ให้ใช้หน้ากาก และเว้นระยะห่างทางสังคม อย่างถาวร (โดยการยื้อไปเรื่อยๆ และควบคุมโดยกล้องเชื่อมกับ 5G)
  • ปล่อยเชื้อไวรัสใหม่หรือไวรัสชีวภาพหรือข่าวเฉยๆ (การก่อการร้ายเช่นคราวนี้)
  • ถ้าจำเป็น ใช้เครื่อง PCR ตั้งค่า CT สูงเพื่อสร้างตัวเลข และอธิบายการปิดโลกใหม่
  • ฉีดวัคซีนของจริง & วัคซีนหมัน ให้สู่โลกที่ยอมรับวัคซีนแล้ว
  • เขาเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครมีสิทธิอยู่ต่อ และ ใครมีสิทธิเจริญพันธ์ด้วยวัคซีน
  • ลดประชากรลงเหลือ 500 ล้านคน
  • ใช้การควบคุมอย่างเต็มที่ ของมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี
  • เสร็จสิ้น วาระ 2030

ควบคุมมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีอย่างไร? เรามาดูหนึ่งตัวอย่างกันครับ

เรียนเชิญเข้าร่วมกลุ่มสนทนากับผู้คนท่านอื่นๆ ดาวน์โหลดแอ็ป เทเลแกรท (Telegram) แล้วเข้ากลุ่มผ่านลิ้งค์นี้ https://t.me/thailand_covid_vaccine_chat

VIAhttps://thelightpaper.co.uk
SOURCEhttps://dailyexpose.co.uk
5 1 vote
รีวิว Rookon (รู้ก่อน)
Subscribe
Notify of
guest
1 Comment
Inline Feedbacks
View all comments
trackback
30/08/2021 21:53

[…] ซึ่งคุณสามารถอ่านได้ที่บทความ – สรุปผลจากประเทศที่ฉีดแล้ว […]