รากฐานของแผนการควบคุมระดับโลก: การเชื่อมมนุษย์เข้ากับ AI (ปัญญาประดิษฐ์) และการลบความคิดของมนุษย์
แผนการที่ถูกเปิดเผยเพื่อมุ่งสร้างระบอบดิสโทเปียระดับโลก (global dystopia) นั้นมีเสาหลักหลายประการที่กำลังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่เรากำลังเดินเข้าใกล้ปี 2030 แต่แกนกลางและรากฐานทั้งหมดของแผนนี้คือการ ผสานมนุษย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) เพื่อให้ AI เข้ามาทำหน้าที่เป็น “จิตใจ และ สมอง ของมนุษย์”
จุดจบของความคิดของมนุษย์: วาระปี 2030
นักอนาคตศาสตร์และผู้บริหารระดับสูงของ Google อย่าง Ray Kurzweil ได้เคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงวาระนี้ โดยเขาได้วางกำหนดวันไว้ว่า ภายในปี 2030 จะเกิดการผสานรวมระหว่างมนุษย์และ AI อย่างสมบูรณ์ เมื่อการเชื่อมต่อนี้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาประดิษฐ์จะทำการคิดแทนมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกด้าน จนกระทั่งความคิดของมนุษย์กลายเป็นสิ่งที่ “ไม่สำคัญ” (negligible) ในทางปฏิบัติแล้ว คำว่า “ไม่สำคัญ” ในบริบทนี้ย่อมหมายถึงการที่ความคิดของมนุษย์จะถูก “ลบออกไป” (deleted) โดยสมบูรณ์
ในขณะที่แผนการนี้กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วภายใต้ฉากหลังของความวุ่นวายและการเบี่ยงเบนความสนใจต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น (เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง Trump สงคราม เรื่องแม้แต่เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเช่นโลกแบน) เป้าหมายที่แท้จริงคือการที่กองทัพจะเดินหน้าไปสู่การสร้างสิ่งมีชีวิตที่เป็น มนุษย์ AI
บทบาทของ Elon Musk: ผู้ขาย AI แบบนุ่มนวล
บุคคลสำคัญที่ถูกระบุว่าเป็นผู้นำในวาระ AI คือ Elon Musk ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้หลอกลวงและคนโกหก” โดยกลยุทธ์ของเขาคือการเป็น “ผู้ขาย AI แบบนุ่มนวล” (soft seller)
ในระยะแรก Musk ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ที่ “สงสัยใน AI” (AI skeptic) โดยแสดงความกังวลว่า AI อาจนำมาซึ่ง “จุดจบของมนุษยชาติ” ซึ่งเป็นหนึ่งในวลีที่เขาใช้, กลยุทธ์นี้ทำให้เขาสามารถเข้าถึงและดึงดูดผู้คนที่มีความหวาดระแวงต่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นพวกได้ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่เขาพูดประโยคเหล่านั้น เขากลับผลักดัน AI อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน แพลตฟอร์ม X (Twitter) ซึ่งเป็นพาหนะสำคัญที่กลุ่มอำนาจรัฐลึก (deep state) ‘อนุญาต’ ให้เขาซื้อนั้น, ถูกใช้เพื่อขาย AI อย่างเปิดเผยและก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการประเมินว่าหน้าเพจของเขาในปัจจุบันเกือบ 90% เป็นการขาย AI ให้กับสาธารณชน การที่เขาได้รับอนุญาตให้ซื้อ X (ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐลึกควบคุม Twitter และใช้ในการบล็อกผู้มีความเห็นต่าง) ถือเป็น สัญญาณอันตรายครั้งใหญ่ (massive red flag), และเป็นการตอกย้ำว่า Musk ไม่ได้เป็น “อัศวินรัตติกาล” ที่ต่อต้านชนชั้นสูงทางการเงินตามที่ผู้คนพยายามเชื่อ แต่เขาได้รับเงินอุดหนุนมหาศาลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ถึง 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันสำหรับบริษัทต่าง ๆ ของเขา
นอกจากนี้ Musk ยังได้ยกระดับการขาย AI อย่างเต็มตัวเมื่อเขากล่าวว่า การผสานรวม AI เข้ากับมนุษย์เป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” (inevitable) เมื่อความเชื่อที่ว่าไม่สามารถหยุดยั้งมันได้ถูกปลูกฝัง การเปลี่ยนแปลงพลวัตก็เกิดขึ้น โดยเขาไม่ได้พยายามหยุดมันแล้ว แต่เปลี่ยนมาเป็นเพียงการพยายาม “บรรเทาผลกระทบ” พร้อมกับบอกให้ผู้คน “เชื่อใจเขา” ในฐานะอดีตผู้สงสัยใน AI คำพูดนี้ หมอ อรรถพลก็มักจะพูดบ่อยๆ จนกล่อมกลุ่มในไทยของเขาว่า “เราต้องยอมรับระบบใหม่ทั้งหมดนี้ เพราะลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราจะยอมให้กับฝ่ายแสง ซึ่งไม่มีอยู่จริง เพราะฝ่ายแสงที่เขาหมายถึงคือ ทรั้มป์ อีลอน มัสค์ นี้เอง พวกนี้เขาทำงานเป็นเครือคร่ายแบบนี้ครับ
การเร่งวาระ AI ภายใต้การบริหารของ ทรั้มป์ Trump: แผน Stargate และ Palantir
วาระ AI ถูกผลักดันไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วภายใต้การบริหารของ Donald Trump ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น “ผู้นำฝ่ายแสง” มาสู้กับรัฐลึก
ภายในเวลาเพียงสองวันหลังจากที่ Trump กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาได้จัดการแถลงข่าวเพื่อประกาศแผนการขยาย AI ครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า “Stargate” โดยมีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การประชุมนี้จัดขึ้นพร้อมกับผู้มีอิทธิพลใน Silicon Valley (ซิลิคอนแวลลีย์) อย่าง Larry Ellison (แลร์รี เอลลิสัน) แห่ง Oracle (ออราเคิล) และ Sam Altman (แซม อัลต์แมน) แห่ง OpenAI (โอเพนเอไอ) การแถลงการณ์ของทำเนียบขาวแสดงให้เห็นว่าฝ่ายบริหารของ Trump (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม AI Oligarchs) มองว่า AI เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามบรรลุ
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนวาระนี้คือกลุ่มผู้มีอำนาจใน Silicon Valley (ซิลิคอนแวลลีย์) โดยเฉพาะ Peter Thiel (ปีเตอร์ ธีล) แห่งบริษัท Palantir (พาแลนเทียร์) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินเริ่มแรกโดย CIA Palantir ให้บริการเทคโนโลยีเฝ้าระวังและประมวลผลข้อมูลให้กับหน่วยงานด้านข่าวกรองและการทหารทั่วโลก ภายใต้การบริหารของ Trump (ทรัมป์) และ Palantir (พาแลนเทียร์) ได้รับสัญญาให้ทำลายการตรวจสอบและสมดุล รวมถึงไฟร์วอลล์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล
โดยปกติแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับพลเมืองอเมริกันจะถูกเก็บไว้ในพื้นที่ที่แบ่งแยกเป็นส่วน ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลทั้งหมดไปรวมอยู่ในที่เดียว แต่สิ่งที่ Trump (ทรัมป์) ทำคือการมอบสัญญาให้ Palantir (พาแลนเทียร์) สร้างเครือข่ายข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้ AI ในการรวบรวมข้อมูลของประชากรอเมริกันทั้งหมด “ทุกสิ่งคือข้อมูล และข้อมูลคือการควบคุม”
ดังนั้น เมื่อ Musk ให้ทุนสนับสนุน Trump ช่วงเลือกตั้ง ในการก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะการกระทำนี้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันวาระ AI ที่ใหญ่กว่าที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหลัง
เป้าหมายสูงสุด: การควบคุมทั้งหมดเบ็ดเสร็จ
วัตถุประสงค์สุดท้ายของแผนการเชื่อมมนุษย์เข้ากับ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การควบคุมความคิดเท่านั้น แต่เป็นระบบ AI ที่ควบคุมทุกสิ่งอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งรวมถึง:
- การควบคุมเงินของคุณ (ผ่านสกุลเงินดิจิทัลที่ตั้งโปรแกรมได้ – Programmable Digital Currencies)
- การควบคุมสถานที่ที่คุณสามารถไปได้ และไม่สามารถไปได้
ในเชิงของการควบคุมการรับรู้ ผู้ที่วางแผนได้ใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน: พวกเขาใช้ “การขายแบบแข็งกร้าว” (hard sell) ผ่านบุคคลอย่าง Bill Gates (บิล เกตส์) และ Klaus Schwab (คลาวส์ ชวับ) ซึ่งมักจะได้รับการสนับสนุนทางการเมือง ในขณะเดียวกัน พวกเขาได้ใช้ Musk (มัสก์) และ Trump (ทรัมป์) เป็นกลไกในการดึงกลุ่มที่ไม่ต้องการระบบควบคุม AI (เช่น กลุ่ม ต่อต้านวัคซีน หรือ ตื่นรู้ต่าง) ให้เข้าร่วมและสนับสนุนสิ่งที่พวกเขาเคยต่อต้าน อีกทีนะครับ กลุ่มเหล่านี้ถูกดึงให้เข้าร่วมและสนับสนุนสิ่งที่พวกเขาเคยต่อต้าน ผมจึงทำ คลิปนี้ อธิบาย ว่าในไทยใครกำลังรับหน้าที่นี้ในการนำพาคนไทย ให้เข้าร่วมและสนับสนุนสิ่งที่พวกเขาเคยต่อต้าน โดยการนำเสนอวาระ AI ภายใต้ฉากหน้าของความรักชาติหรือการรักษาความปลอดภัย หรือ ของฝ่ายแสง
ดังนั้น การเชื่อมมนุษย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์จึงเป็นมากกว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นรากฐานที่ถูกออกแบบมาเพื่อลบล้างความเป็นมนุษย์และสร้างระบบควบคุมทางดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบก่อนปี 2030