สงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มจากสงครามกลางเมือง

0
74

แผนการยุยงสงครามกลางเมืองสงครามประเทศเพื่อนบ้านและการหลั่งไหลของผู้ย้ายถิ่นฐาน: กลไกสู่ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์

มีการวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ความโกลาหลและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการหลั่งไหลของผู้ย้ายถิ่นฐานจำนวนมากในยุโรปและชาติตะวันตกนั้น ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งระบอบเผด็จการระดับโลก

เป้าหมายสูงสุด: การสร้างความโกลาหลเพื่อการควบคุม

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการระดับโลกนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการ สร้างสงครามกลางเมือง ในประเทศต่าง ๆ เมื่อเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้แล้ว แผนการก็คือการที่กลุ่มอำนาจนี้จะสามารถ “กำหนดระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ของตน” โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อ “หยุดสงครามกลางเมือง” นั้น

ในทางจิตวิทยาและการรับรู้ มีการเผยแพร่เรื่องราวที่รุนแรงและสุดโต่งเกี่ยวกับผู้อพยพ (โดยเฉพาะผู้อพยพชาวมุสลิม) ออกสู่สาธารณะผ่านทางสื่อต่าง ๆ เรื่องราวเหล่านี้ แม้จะมาจากสิ่งที่ผู้อพยพบางส่วนได้กระทำ แต่การเน้นย้ำเรื่องดังกล่าวกลับเป็นประโยชน์ต่อ “ลัทธิ” ที่ดำเนินการแผนการนี้อย่างมาก เพราะมันทำให้ประชากรในประเทศนั้น ๆ รู้สึกโกรธแค้น หงุดหงิด และคับข้องใจ ต่อสิ่งที่พวกเขามองว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง วิธีชีวิต หรือ แม้แต่สิทธิของตนในฐานะเป็นเจ้าของประเทศ กำลังถูกเข้าครอบครอง การสร้างความรู้สึกเกลียดชังและความไม่ไว้วางใจระหว่างกลุ่มประชากรนี้เป็นกลไกสำคัญในการจุดชนวนความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ถูกจัดฉากไว้ ในประเทศไทยเองเราก็จะเห็นกลยุธนี้ออกมาในเต็มรูปแบบ เช่นเรื่องของชาวอิสราเอลที่เข้ามาในไทย รวมถึงสงครามไทย-กำพูชา

มือที่มองไม่เห็น: องค์ประกอบเบื้องหลังการไหลเข้า

เมื่อคุณวิจัยภาพรวม รวมถึงวิจัยเจาะลึกในแต่ละเรื่องราว  มีข้อบ่งชี้ที่สามารถเปิดเผยได้ว่า มีองค์ประกอบที่มาจากอิสราเอล เช่น มอสสาด (Mossad) และกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการหลั่งไหลครั้งใหญ่ของผู้อพยพจากตะวันออกกลางและที่อื่นๆ เข้าสู่ประเทศต่างๆ โดยเฉพราะในยุโรป ซึ่งการหลั่งไหลนี้ยังขยายไปถึงการเข้ามาตามแนวชายแดนทางใต้ของสหรัฐอเมริกาด้วย

แผนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลพวงจากการกระทำทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความหายนะในภูมิภาคต่างๆ สงครามที่ถูกยุยงโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เช่น สงครามในอิรัก (ซึ่งมีการกล่าวอ้างเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงที่ไม่เป็นความจริง) และการสร้างความเสียหายอย่างสิ้นเชิงต่อประเทศอย่างลิเบียโดยมีนายกรัฐมนตรีอังกฤษและประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อประเทศเหล่านี้ถูกทำลายจนเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและเกิดตลาดค้าทาสขึ้นในเมืองต่าง ๆ ดังเช่นในลิเบีย ประชาชนจำนวนมากย่อมไม่มีทางเลือกที่จะมุ่งหน้าไปทางใต้เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า แต่จะมุ่งหน้าขึ้นเหนือเข้าสู่ทวีปยุโรปแทน การเคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมหาศาลนี้จึงเป็น “การกระทำที่เป็นระบบ”

แรงจูงใจทางศาสนาสุดโต่ง: การทำลายเอโดมด้วยอิสลาม

แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังความโกลาหลนี้ยังเชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนาที่รุนแรง มีแนวคิดที่มาจาก Rabbi รับบี (คือ อาจารย์ ผู้สอน หรือผู้นำทางศาสนาในศาสนายูดาห์ ยิว) ที่สุดโต่งบางกลุ่มในอิสราเอล ซึ่งมีความเชื่อตามเรื่องราวในพันธสัญญาเดิมที่ว่า เอโดม” (Edom) ซึ่งหมายถึงชาติตะวันตกทั้งหมด อันได้แก่ยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดา จะต้องถูกทำลายลงก่อนที่พระเมสสิยาห์ของชาวยิวจะสามารถกลับมาได้

ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ พวกเขาเชื่อว่า ศาสนาอิสลามคือเครื่องมือ ที่จะใช้ในการทำลาย “เอโดม” ซึ่งนี่คือจุดที่ทำให้เห็นว่าแผนการต่าง ๆ สอดประสานกันอย่างไร นอกจากนี้ พวกเขายังกล่าวถึงความสำคัญของเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิหารที่สามในกรุงเยรูซาเลม โดยเห็นว่าการทำลายล้างกาซาและสถานการณ์ในเขตเวสต์แบงก์ในปัจจุบัน ซึ่งถูกแทนที่ด้วยการตั้งถิ่นฐานของชาวยิว ก็ทำให้การเสนอแนวคิดเรื่องการรื้อถอนมัสยิดอัล-อักซอเพื่อสร้างวิหารโซโลมอนแห่งที่สามนั้น เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ดู “ไม่บ้าคลั่ง” เท่าเมื่อก่อนเพราะอาจกำลังจะเกิดขึ้นได้

แผนการนี้ยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินอย่างมหาศาล โดยมีหลักฐานที่ระบุว่า George Soros แห่ง Open Society Foundations และลูกชายเขา ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการไหลเข้ามาของผู้อพยพผ่านนโยบาย “เปิดพรมแดน” (Open Society = Open Borders)

ความพยายามในการสร้างความขัดแย้งทางวัฒนธรรม

เมื่อผู้อพยพหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศต่างๆ มากขึ้น การเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตึงเครียดให้สูงขึ้นจนเกิดความโกรธแค้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มาถึงจำนวนมากนั้น ไม่ใช่ครอบครัวมารดาหรือเด็กที่หลบหนีภัยเป็นส่วนใหญ่ แต่เป็นชายหนุ่มวัยที่สามารถเข้ารับราชการทหารได้จำนวนมหาศาล เราจะเห็นเรื่องนี้ได้ชัดในกลุ่มอิสราเองที่เข้ามาในไทยโดยที่รัฐบาลไทยแกล้งปิดตา

การหลั่งไหลของชายหนุ่มวัยทหารเหล่านี้เข้าสู่สังคมไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้ง อังกฤษและยุโรป นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรผลประโยชน์มากมายจากรัฐบาลให้กับกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งประชากรพื้นเมืองบางส่วนไม่ได้รับ ทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมและผลักดันให้เกิดกระแสความโกรธแค้นมากขึ้น จุดสำคัญคือ ผู้ย้ายถิ่นฐานที่เข้าข่ายสุดโต่งเหล่านี้ไม่มีความสนใจในการผสมผสานเข้ากับประชากรท้องถิ่นและเคารพวัฒนธรรมเดิม แต่ต้องการ กำหนดวัฒนธรรมของตนเอง แทน ซึ่งนี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อจุดชนวนสงครามกลางเมืองบนพื้นฐานของความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่ถูกจัดฉากขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความขัดแย้งทางวัฒนธรรม หรือความพยายามในการปลุกปั่นสงครามชายแดน หากเราเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่กลุ่มอำนาจนี้ได้วางแผนไว้แล้ว เหตุการณ์ที่ดูวุ่นวายและสับสนที่เกิดขึ้นในแต่ละวันจะเปลี่ยนไปจากการเป็นเหตุการณ์สุ่ม ให้กลายเป็น “ก้าวเดิน” ไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายที่ถูกกำหนดไว้ เมื่อเรารู้แผนการของเขาแล้ว เราก็รู้แล้วว่าเขาต้องการปั่นให้เราโกรษ จนเราพร้อมสู้ ดังนั้นทางออกคือสติแต่สตินี้จะต้องเกิดในมวลประชาชนกลุ่มใหญ่ เพื่อหางทางออกอื่นแทนที่จะหาทางออกด้วยสงครามที่เรากำลังถูกชักจูงไป ดังนั้นขั้นตอนแรกคือ เราต้องช่วยกันอธิบายให้ผู้คนเข้าใจไม่งั้นเรามีสิทธิถูกปั่นอนารมณ์ได้สูงครับ 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here